Skip to content

club OMnia

รายละเอียดมือถือ mobile phone

ฝนตกฟ้าร้องเป็นเรื่องธรรมดาของโลก หากมันตกอยู่ดีๆก็ไม่มีอะไรต้องน่ากลัว เย็นสบายอีกต่างหาก
แต่ถ้าวันดีคืนดีมีฟ้าผ่าด้วยล่ะ ที่นี้มันก็ไม่โสภาอย่างที่คิดแล้ว
โดยเฉพาะบ้านไหนมีอุปกรณ์สำคัญที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์อยู่ด้วย ก็ไม่น่าแปลกที่มันจะเกิดอันตรายกับคอมพิวเตอร์

แต่ก็ใช่ว่ามันจะผ่าคอมจนลุกไหม้แบบที่เห็นในหนัง ซึ่งโอกาศเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก ถึงน้อยจริงๆ
แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เมื่อเกิดฟ้าผ่านั่น พลังงานในอากาศจะมีสูงมาก และมักจะเกิดไฟกระชากอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะกับสายโทรศัพท์
ดังนั้น อุปกรณ์คอมฯ ที่เกี่ยวข้องกับสายโทรศัพท์เช่น โมเดมต่างๆเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ผลจากไฟกระชากรุนแรงทำให้โมเดมต่างๆเสียหาย และผลก็คือคุณอาจจะเสียค่าซ่อมกับอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างไม่รู้ตัว

เนื้อหาจาก http://www.blognone.com/news/23925

ในฐานะผู้ดูแลเว็บ Blognone ผมก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้านไอที (รวมถึงบริษัท PR ที่ดูแลการประชาสัมพันธ์ให้บริษัทเหล่านี้) ให้ไปร่วมงานแถลงข่าว/เปิดตัวผลิตภัณฑ์/สัมมนา/Blogger Day อยู่เรื่อยๆ ดังที่ผู้อ่าน Blognone ได้เห็นมาตลอด ทั้งหมดนี่ไปฟรีนะครับไม่มีการจ้างแต่อย่างใด (ถ้ามีจะโพสต์บอกว่าเป็น advertorial/sponsored ดู นโยบายการรับโฆษณา ประกอบ)
งานต่างๆ ที่ไปร่วมก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไปครับ มีบริษัทที่จัดงานได้เยี่ยมๆ อย่างไม่น่าเชื่อ และบริษัทที่ห่วยจนเกิดคำถามว่ามาอยู่ในวงการนี้ได้อย่างไร วันนี้ผมคิดว่าได้เวลาแล้วที่จะบอกผู้จัดงานเหล่านี้ว่าบล็อกเกอร์อย่างเราๆ ต้องการอะไรบ้าง
เกริ่นblogger day

ก่อนเข้าเรื่องขอเล่าถึงเหตุการณ์ต้นเรื่องก่อน
วันนี้ผมได้รับการติดต่อจาก PR ของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์รายใหญ่แห่งหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยชื่อ) ให้ไปร่วม “งานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่” ในสัปดาห์หน้า โดยไม่บอกว่าเปิดตัวอะไร
จริงๆ ผมได้รับเมลเชิญไปร่วมงานก่อนแล้ว ซึ่งในเมลก็ไม่บอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เช่นกัน และผมก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเองจนรู้ว่าจะเปิดตัวอะไรกันแน่ (ซึ่งก็หาได้ง่ายมาก โพสต์กันใน Twitter กันเปิดเผย)
เมื่อถาม PR ที่โทรมาว่าตกลงเป็นงานอะไรกันแน่ ก็ได้รับคำตอบว่า “บอกไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นอะไร”
ผมเลยบอกไปว่ามีงานประจำต้องทำ และไม่สามารถไปร่วมงานแถลงข่าวที่บอกไม่ได้ว่าจะแถลงอะไร เพราะไม่คุ้มค่าเสียเวลา
เหตุการณ์นี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่าบุคคลากรที่อยู่ในวงการ PR (โดยเฉพาะ PR สายไอซีที) จำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจโลกออนไลน์ ชุมชนออนไลน์ บล็อกเกอร์และสื่อใหม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหลักอยู่มาก อันนี้ไม่ว่ากันครับเพราะคนเราก็มีเรื่องที่ไม่รู้กันได้
และผมจะบอกให้ในโพสต์นี้ว่า บล็อกเกอร์และคนออนไลน์อยากได้อะไรจากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ และ PR ที่ทำงานประชาสัมพันธ์ให้บริษัทเหล่านี้

บล็อกเกอร์ต้องการอะไรจากงานแถลงข่าว

หมายเหตุ: คุณ @fordantitrust หนึ่งในสมาชิกของเราเพิ่งเขียนบล็อกถึงเรื่องนี้ รวบรวมรายละเอียดไว้ดีพอสมควร ดังนั้นขอยืมบางอย่างมาเขียนถึงซ้ำ รายละเอียดอ่านกันเองใน เชิญ Blogger ไปงาน Press
อย่างแรกที่สำคัญที่สุด คนทำ PR ต้องจดจำไว้ในใจอย่างลึกซึ้งว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่นักข่าว จะเอาตรรกะหรือธรรมเนียมปฏิบัติแบบเดียวกันมาใช้ มันเป็นไปไม่ได้
บล็อกเกอร์และสื่อออนไลน์เกือบทั้งหมดไม่ได้ทำเว็บเป็นงานหลัก มีงานประจำอย่างอื่น และทำเว็บเป็นงานที่รัก ตรงข้ามกับนักข่าวที่ถูกจ้างมาให้ตามหาข่าวเต็มเวลา ดังนั้นบล็อกเกอร์จะมีข้อจำกัดมากมายในการเข้าร่วมงานแถลงข่าว/มีตติ้ง
สถานที่-เวลาในการจัดงาน
ถ้าบริษัทหรือ PR อยากจัดงานแถลงข่าวใดๆ ควรคำนึงถึงสถานที่-เวลาดังนี้
วันธรรมดาตอนกลางวันที่พนักงานบริษัทต้องเข้าออฟฟิศ เลี่ยงได้จงเลี่ยง ไม่มีบล็อกเกอร์คนไหนอยากลางานเพื่อไปงานแถลงข่าวแน่ๆ
ดังนั้นถ้าต้องจัดงานที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นบล็อกเกอร์และคนออนไลน์ ควรจัดตอนเย็นวันธรรมดาหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมเข้าใจดีว่า PR ไม่อยากจัดงานในช่วงเวลาเหล่านี้เพราะอยู่นอกเวลางานปกติ แต่นั่นเป็นปัญหาของ PR ไม่ใช่ปัญหาของบล็อกเกอร์
ถ้าจัดงานเย็นวันธรรมดา ควรเผื่อเวลาเลิกงานและเดินทางด้วย เวลาที่เหมาะสมควรเป็น 19.00 เป็นต้นไป
ถ้าจัดงานวันหยุดสุดสัปดาห์ การเลือกวันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป วันเสาร์อาจมีบล็อกเกอร์บางคนทำงาน ในขณะที่วันอาทิตย์บางคนก็อยากพักผ่อนไม่ไปไหน อันนี้ไม่มีหลักการตายตัว เลือกเองตามกลุ่มเป้าหมายของท่าน ส่วนเวลาก็เป็นหลังเที่ยงเป็นต้นไปเพราะไม่มีใครอยากตื่นเช้าวันหยุดแน่ๆ
สถานที่จัดงาน ควรอยู่ในแนวรถไฟฟ้า-รถใต้ดินเท่านั้น เพื่อให้เดินทางสะดวก โดยเฉพาะตอนเย็นวันธรรมดา
สถานที่ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมชอบจัดกันคือ ร้านอาหาร-ผับในซอยทองหล่อ-เอกมัย (สงสัยจัดแล้วภาพมันดีมั้ง) เพราะเดินทางยาก BTS เข้าไม่ถึง และรถติด เลี่ยงได้ควรเลี่ยง
สถานที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงแรมหรู ความหรูมีค่าน้อยกว่าความสะดวกสบายในการเดินทางหลายเท่า
หัวข้อ-เนื้อหาของงาน
ข้อแรกสำคัญที่สุด ถ้าหัวข้อมันไม่น่าสนใจจริงๆ ก็อย่าจัดเสียเลยดีกว่าครับ ไม่มีใครอยากไปงานที่ไม่มีประโยชน์ เสียทั้งเวลาและเงินทอง กลับมาโดยที่ไม่ได้อะไรหรอกครับ
จงพึงระลึกไว้ว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นประเทศแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอที (ยกเว้นคุณจะเป็นแบรนด์ไทยอย่าง Wellcom หรือ Spring) ดังนั้นอย่าทำตัวตื่นเต้นประมาณว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์สุดยอดที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยได้ยินมาก่อน ผลิตภัณฑ์ 99% ที่ PR ต้องโปรโมทและประชาสัมพันธ์เนี่ย บล็อกเกอร์เขารู้ข่าวมาก่อนคุณแล้ว 3 เดือน 6 เดือนทั้งนั้น
ถ้าเป็นการแถลงข่าวผลประกอบการ ยุทธศาสตร์ประจำไตรมาส รายงานภาพรวมของวงการใดๆ ไม่ต้องจัดแถลงข่าวให้บล็อกเกอร์เพราะไม่มีใครสนใจ (และอย่าเอามารวมในงานแถลงข่าวอื่นๆ สำหรับบล็อกเกอร์ด้วย)
ถ้าเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ก็ควรเตรียมตัวผลิตภัณฑ์ไว้ให้ทดลองเล่น ทดลองจับ ด้วยจำนวนที่มากพอสำหรับผู้ร่วมงานด้วย ไม่ใช่เชิญมา 50 คนมีของให้เล่น 2 ตัว
สิ่งที่บล็อกเกอร์อยากรู้เมื่อไปร่วมงานมี 3 อย่างคือ มีของให้ลองจับ, ราคาเท่าไร, ขายเมื่อไร ดังนั้นถ้าจะแถลงข่าวควรมีข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม (มีครบ 3 อย่างจะเพอร์เฟ็คต์) งานที่บอกว่าจะเอาผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาขาย ไม่มีของให้ลอง ไม่บอกว่าเมื่อไรเท่าไร แบบนี้ไม่ต้องจัดครับ
ถ้าไม่มีประเด็นอะไรเด่นๆ ที่ต้องแถลงหรือจัดงาน แต่โดนบีบมาจากนายจ้างหรือ KPI ของงาน ให้อีเมลมาคุยกับผม แล้วผมจะเมลไปคุยกับนายจ้างของคุณให้อย่างดีและไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ กรุณาอย่าจัดงานที่ไม่มีประเด็นแล้วหลอกผมไปงานอีกเลย
รูปแบบการจัดงาน
สำคัญที่สุดอีกเช่นกัน กรุณาตรงต่อเวลา เริ่มงานตามเวลาที่ประกาศเอาไว้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่นักข่าวอาชีพ ไม่มีเวลามานั่งรองานแถลงข่าวที่ไม่รู้จะเริ่มเมื่อไร
พิธีการไม่ต้องมาก ไม่ต้องมีโชว์ประกอบเพลงก่อนเริ่มงาน (ผมเคยเจอมาแล้ว) เข้าประเด็นให้เร็ว กระชับอย่าเวิ่นเว้อ ไม่ต้องโม้โชว์คุณสมบัติมาก เพราะบล็อกเกอร์ที่เข้าร่วมงานรู้หมดแล้วว่ามันทำอะไรได้บ้าง พูดประเด็นหลักๆ ให้ครบแล้วแจกของจริงให้ลองจับดีกว่า
ระดมคนที่มีความรู้ทางเทคนิคขององค์กรมาร่วมงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร เทคนิคเชียน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ฯลฯ สิ่งที่บล็อกเกอร์ต้องการคือคนเทคนิคที่ตอบคำถามทางเทคนิคได้ ส่วนคนสาย PR ที่ถามว่า USB เวอร์ชันอะไรแล้วทำหน้างงก็ไม่ต้องเอามาเยอะมาก ต้อนรับหน้างานนิดหน่อยก็พอ
แนวทางการจัดงานสำหรับบล็อกเกอร์ขอให้ง่ายๆ ตรงไปตรงมา เป็นกันเอง มีคนที่ให้ข้อมูลในเชิงลึกได้ แค่นี้ก็พอแล้ว
จงอย่าจัดงานที่มีทั้งเซเล็บและบล็อกเกอร์ (เพราะบล็อกเกอร์ไม่รู้จักและไม่สนใจเซเล็บ)
จงอย่าเชิญบล็อกเกอร์ไอที ไปงานเชิงไลฟ์สไตล์ (ผมเคยถูกบริษัทพรินเตอร์เจ้าหนึ่งเชิญไปงานวาดภาพบนเสื้อยืด)
พริตตี้ อันนี้ความเห็นของแต่ละคนคงต่างกัน สำหรับผมว่ามีก็เป็นสีสันบ้าง แต่ไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ถ้าคิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมี เอาเวลามาเน้นในจุดที่ควรเน้นจะดีกว่า
งานเลี้ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เหล้ายาปลาปิ้ง การปิดผับฉลอง ฯลฯ ไม่ใช่สาระสำคัญ จะมีหรือไม่ก็แล้วแต่สะดวก บางคนอาจชอบงานแบบนี้ จะมีก็ได้ แต่ย้ำว่าไม่ใช่สาระสำคัญ
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในงาน
Wi-Fi สำคัญมาก สิ่งที่บล็อกเกอร์มักจะทำในวันงานคือทวีต ทวีต ทวีต ดังนั้นถ้ามี Wi-Fi บริการ การทวีตจะทำได้ง่ายขึ้น ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอลงทวีตได้ทันที ข่าวของบริษัทจะปรากฏผ่านสายตาของผู้ใช้ทวิตเตอร์หลักพัน (หรือมากกว่านั้น) ที่ติดตามบล็อกเกอร์เหล่านี้ เป็นการลงทุนเล็กๆ แต่ผลตอบรับกลับมาดี
อาหารการกิน ไม่จำเป็นต้องหรู ไม่จำเป็นต้องเป็นดินเนอร์ฟูลคอร์ส ขอแค่มีน้ำให้กินดับกระหาย อาหารหรือของว่างรองท้อง หยิบง่ายเสิร์ฟเร็ว มีปริมาณพอสำหรับแขก (งานบล็อกเกอร์หนึ่งที่ผมประทับใจมาก แจกโค้กกระป๋องกับพิซซ่าโทรสั่งเดี๋ยวนั้น)
ของแจก ของที่ระลึกต่างๆ ไม่ใช่สาระสำคัญ จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าอยากแจกก็ควรเลือกสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ (อย่างผมไปงานเยอะๆ ได้ของแจกบางอย่างมาก็รกบ้านเหมือนกัน)
Press release ไม่ต้องแจกก็ได้ครับ เปลืองกระดาษเปล่าๆ เมลเอาก็ได้ ควรเอาเวลาพิมพ์เอกสารไประดมของมาให้ลอง ระดมคนที่รู้เรื่องมาให้ถาม จะคุ้มค่ากับเวลามากกว่า
ซีดีที่ใส่ข้อมูลในงาน ไม่ต้องแจกเช่นกันครับ คอมผมตอนนี้ไม่มี optical drive สำหรับอ่านแผ่นซีดีแล้ว และคนจำนวนมากก็คงเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นได้มาก็ปาทิ้ง เปลืองของเปล่าๆ
การแจ้งข่าวสารก่อน-หลังงาน
สถานที่จัดงานควรบอกพิกัดของ Google Maps ประกอบด้วย รวมถึงเว็บไซต์ของสถานที่ (ถ้ามี)
อีเมลไม่ต้องใส่รูปมาเยอะ โลโก้บริษัทไม่ต้องมี (หาดูบนเว็บก็ได้) เอาเฉพาะข้อความในประเด็นสำคัญๆ ที่สำคัญอย่าใส่มาเป็นไฟล์ Word เพราะมันเปิดยาก (ทำกันแทบทุกราย) โดยเฉพาะการเปิดบนมือถือ-แท็บเล็ต บล็อกเกอร์ไม่มีใครพิมพ์ข้อมูลลงกระดาษเพื่อดูว่างานที่ไหนเมื่อไร เขากดดูกันบนมือถือหมดแล้ว ส่งมาเป็นข้อความธรรมดาจืดๆ ในอีเมลนี่ล่ะครับ ดีที่สุดแล้ว
การแจ้งข่าวทางอีเมลเพียงพอแล้ว ถ้าอยากรู้ว่าแขกจะไปร่วมงานหรือไม่ก็ควรบอกในเมลให้ชัดว่าควรตอบกลับทางเมลก่อนวันที่เท่าไร ไม่ต้องโทรตามก็ได้เพราะถ้าเห็นแล้วว่าไม่ควรค่าแก่การไป โทรตามยังไงก็ไม่ไปอยู่ดี รบกวนกันเปล่าๆ
การปิดรายละเอียดของข่าวไว้เพื่อให้สื่อกระแสหลักนำไปลงสื่อของตัวเองก่อน (embargo) แล้วค่อยเอามาบอกบล็อกเกอร์ ไม่มีประโยชน์อะไร ควรกลับความคิดเสียใหม่ ผลิตภัณฑ์ลับสุดยอดที่ PR รักษาความลับไว้ยิ่งชีพ บล็อกเกอร์เขาดูวิดีโอ Will It Blend นำผลิตภัณฑ์พวกนี้ไปปั่นกันนานแล้ว เห็นไส้เห็นพุงหมดแล้ว (ก่อนเลือกปิดข้อมูลลับอะไร ควรไปเช็คว่า Engadget ลงข่าวเดียวกันนี้ไปหรือยังก่อน ผมเคยได้เมล press จาก PR ไทยรายหนึ่ง หลัง Engadget ลงข่าวไปประมาณสามเดือน เป็น press อันเดียวกันแถมแปลไทยไม่ได้เรื่องเลยด้วย)
ภาพถ่ายหลังงาน ไม่ต้องเมลมา เปลืองที่เก็บ (PR บางเจ้าเมลรูปเดิมมา 3 รอบ) เอาไปไว้บนเว็บบริษัทหรือเว็บฝากรูป แล้วส่งมาเป็น URL ดีกว่า
บล็อกเกอร์ส่วนมากไม่มี Fax สื่อสารอะไรควรทำผ่านอีเมลเท่านั้น
ข่าวประเภท “ก็อซซิป” ว่าบริษัทไหนจะขายอะไร ดาราคนไหนใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ แบบนี้ไม่ต้องส่งมาครับ อันนี้ต้องเขียนถึงเพราะผมได้เมลแบบนี้เยอะมากจาก PR ของโอเปอเรเตอร์รายหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่มีความเป็นมืออาชีพมากๆ
การเขียน press ที่ใช้ถ้อยคำประเภท “ดีที่สุด” “สุดฮ็อต” “อินเทรนด์” “สุดชิค” “สุดฮิป” “ล้ำสมัย” “สุดเก๋” แบบนี้ไม่ต้องเขียนมาครับ ถ้าบริษัทไหนส่ง press แบบนี้มาอีก เดี๋ยวจะมาแปะประจานไว้หน้าแรกเป็นตัวอย่าง (บริษัทเดียวกับข้อที่แล้วนั่นแหละ)
สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด
อย่าจ่ายเงิน แจกของ มอบผลประโยชน์ในทางลับแก่บล็อกเกอร์เพื่อให้เขียนเชียร์บนเว็บ ถ้าถูกจับได้ ภาพลักษณ์ขององค์กรจะเสียหายอย่างหนัก เคยมีกรณีมาแล้ว (โดยเฉพาะมือถือยี่ห้อหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจ่ายหรือเปล่า แต่บล็อกเกอร์นำไปทำเสียใหญ่โต)
การปั่นแท็กเพื่อหวังการประชาสัมพันธ์ เคยมีกรณีคอนโดเจ้าหนึ่งพยายามโปรโมทให้คนใส่ hashtag ในทวิตเตอร์เพื่อชิงรางวัล ผลที่ได้คือกระแสตีกลับแอนตี้คอนโดเจ้านี้ โปรดจริงใจกับชาวเน็ต ถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณดีจริง คนจะพูดถึงเองโดยธรรมชาติ ถ้าผลิตภัณฑ์ห่วยแล้วยังโปรโมทโอเวอร์ คนจะหมั่นไส้และสาบส่งแทน
การเขียนถึงผลิตภัณฑ์ย่อมมีข้อดีข้อเสีย ถ้าคิดจะโปรโมทผลิตภัณฑ์ผ่านอินเทอร์เน็ต ต้องยอมรับเสียงวิจารณ์ให้ได้ และจะให้ดี ฝ่าย PR ควรเข้ามาตอบหรือชี้แจงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แบบนี้ผู้ใช้จะยอมรับได้ (เผลอๆ จะเชียร์โดยรู้ว่ามีข้อเสียด้วยซ้ำ) ผู้บริโภคเดี๋ยวนี้ฉลาดนะครับ ถ้าบล็อกหรือเว็บเขียนแต่ข้อดีอย่างเดียว ก็รู้กันหมดแล้วว่ารับงานมา
การจ้างคนมาโพสต์ข้อดีหรือข้อมูลของผลิตภัณฑ์เพื่อจุดกระแสเป็นเทคนิคชั้นเลว ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือสองโพสต์นี้
ราคา Galaxy SII จะอยู่ที่เท่าไรกันหนอ
มาดูคนหักฝาหลัง Galaxy S2 กันค่ะ ใครที่ว่าหักง่าย มาดูนี่ก่อน แล้วค่อยฟันธง
ผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนทำ แต่ทุกคนคงดูออกว่ารับงานมา และแบบนี้ก็เป็นผลเสียต่อเจ้าของผลิตภัณฑ์เอง ฝากเรื่องให้ซัมซุงประเทศไทยในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์กลับไปดูแลทีมงานของตัวเองด้วยครับ
สรุปว่าจัดงานกับบล็อกเกอร์ขอให้จริงใจ ตรงไปตรงมา น้ำอย่าเยอะ มีของให้ลองจับ มีคนรู้จริงให้พูดคุย แค่นี้ก็ได้ใจบล็อกเกอร์แล้วครับ
สมาชิกท่านอื่นอาจเคยเจอปัญหา-กรณีที่แตกต่างออกไป ถ้าใครมีไอเดียเพิ่มเติมก็เสนอไว้ได้ในคอมเมนต์ครับ ผมรับรองว่าบริษัท PR ในเมืองไทยได้อ่านโพสต์นี้กันแน่ๆ (ดังนั้นเราต้องช่วยกันส่งต่อด้วย จริงไหม? เพื่อวงการ PR ในประเทศไทยที่พัฒนายิ่งๆ ขึ้น)

จากผมเอง : ที่เอาเรื่องนี้มาโพสต์ ก็เพราะว่าช่วงนี้ มีบริษัทแบรนด์ใหญ่ ๆ หลาย ๆ เจ้าติดต่อผมเข้ามา เรื่อง Blogger day หรือ อยากให้ผมรีวิวสินค้าให้ อยู่ เรื่อย ๆ แล้วกระทู้ใน blognone นี่ก็ค่อนข้างโดนใจ เพราะผม ก็เจอสถานการณ์เช่นนี้บ่อย ๆ บางทีรู้สึกว่าเราอุตส่าห์เสียเวลาไปนะครับ แต่ไปแล้วกลับเจอปัญหาเหมือนอย่างที่ blogger หลาย ๆ  ท่านเจอ ก็เลยอยากฝากให้บริษัทต่าง ๆ ที่คิดจะหา blogger ไปช่วย PR สินค้า ให้ท่าน ทำความเข้าใจพวกผมเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงครับ

Sony เปิดตัวแท็บเล็ตที่ดีที่สุดกับ Sony Tablet มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการอย่าง Android 3.0 ด้วยกัน 2 รุ่นที่มีโค้ดเนมว่า “S1” และ “S2” ที่นำการประมวลผลของ Nvidia Tegra 2 (SoC) มาใช้งานร่วมกัน เน้นในเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานบนเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสบการณ์ ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งยังสามารถรับคลื่นสัญญาณ Wi-Fi, 3G และ 4G สำหรับการท่องเว็บ, เช็คอีเมล์ และเว็บแอพลิเคชั่นได้อย่างหลากหลายอีกด้วย


โดยในส่วนของ Sony Tablet รุ่น S1 จะมีขนาดความกว้างของหน้าจอ 9.4 นิ้ว ด้านบนของตัวเครื่องจะมีรูปทรงที่โค้งมน เพื่อให้สะดวกต่อการถือพกพาไปยังที่ต่างๆได้สะดวก และมีน้ำหนักเบาอีกด้วย และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ที่มีมาพร้อมกับแท็บเล็ตรุ่นนี้ก็คือ จะมีเทคโนโลยีอินฟาเรด เพื่อใช้เป็นรีโมตควบคุมการทำงานร่วมกับจอ Bravia LCD TV แทนรีโมตตัวเดิมได้ทันที

Sony Tablet รุ่น S2 จะมีหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว แสดงผลที่ความละเอียด 1,024×480 พิกเซล พร้อมการประมวลผลแบบ 2 หน้าจอ และสามารถแยกการแสดงผลแบบอิสระออกจากกัน หรือจะรวมการแสดงผลเป็นหนึ่งหน้าจอก็สามารถทำได้

สมาร์ตโฟน 2 รุ่นล่าสุดของ HTC ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสาวก Facebook ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่าง HTC ChaCha และ HTC Salsa ได้เริ่มเปิดให้สั่งจองกันอย่างเป็นทางการแล้วผ่านหน้าเว็บไซต์ Amazon UK โดยที่ HTC ChaCha นั้นตั้งราคาขายเอาไว้ที่ 250 ปอนด์ ในขณะที่รุ่น HTC Salsa ราคาจะแพงขึ้นมาอีกนิดเป็น 320 ปอนด์ ซึ่งสมาร์ตโฟน Facebook ทั้ง 2 รุ่นจากค่าย HTC นี้จะมีกำหนดจัดส่งต่อไปยังผู้สั่งจองภายในวันที่ 26 มิถุนายนนี้

สำหรับ HTC ChaCha และ HTC Salsa นั้นแม้จะไม่ได้เป็นสมาร์ตโฟนอย่างเป็นทางการของ Facebook แต่ทั้งคู่ก็จะมาพร้อมกับคุณสมบัติที่แฟนๆนักเล่น FB ทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยปุ่มชอร์ตคัตสำหรับเข้าใช้งาน Facebook บนโทรศัพท์มือถือได้ในคลิกเดียวซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีดข่าวต่างๆรวมถึงการแชตกับเพื่อนๆผ่าน Facebook chat ก็จะทำได้อย่างง่ายดายขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนของสมุดรายชื่อภายในโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 รุ่นนี้ก็จะอัพเดตรายละเอียดของแต่ละเบอร์ติดต่อด้วยข้อมูลจากใน Facebook นั่นเอง

HTC ChaCha

HTC Salsa

ในส่วนของความแตกต่างกันระหว่างทั้ง 2 รุ่นนั้น HTC ChaCha จะเป็นโทรศัพท์มือถือในสไตล์คีย์บอร์ด QWERTY ที่มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสขนาด 2.6 นิ้วความละเอียด 480*320 พิกเซล โดยในเครื่องจะเลือกใช้งานซีพียูความเร็ว 600MHz, ระบบปฏิบัติการ Android 2.3 Gingerbread รวมถึงกล้องหน้า VGA-กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล ขณะที่ HTC Salsa หน้าตาจะใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนจอสัมผัสร่วมค่ายซึ่งสเปคก็จะใกล้เคียงกันกับ HTC ChaCha แต่จะขยับมาใช้งานหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 3.4 นิ้วและตัดคีย์บอร์ด QWERTY ออกไปแทน


นเมื่อพวกเขากำลังจะผลัดใบจาก Symbian OS เพื่อก้าวเข้าสู่อาณาจักรใหม่อย่าง Windows Phone กันอย่างเต็มรูปแบบในเร็ววันนี้ ก็ได้เวลาเสียที่ที่ทางด้านของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของโลกอย่าง Nokia จะขอออกมานำเสนออะไรใหม่ๆให้กับวงการกันบ้าง โดยล่าสุดมีข่าวเข้ามาว่ายักษ์ใหญ่จากฟินแลนด์รายนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาสมาร์ตโฟน Windows Phone 7 รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะมาพร้อมกับหน้าจอสามมิติแบบจอคู่เสียด้วยสิ

โดยสิทธิบัตรชิ้นใหม่ล่าสุดของ Nokia ที่เพิ่งจะได้รับมาและมีผู้นำมาเผยแพร่ให้ชมกันนั้นมีการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Autostereoscopic rendering and display apparatus (อุปกรณ์แสดงและประมวลผลหน้าจอ 3 มิติแบบปรับองศาโดยอัตโนมัติ) แสดงให้เห็นถึงอุปกรณ์ชิ้นใหม่ของ Nokia ที่สามารถแสดงผลภาพแบบ 3 มิติได้โดยใช้งานหน้าจอแบบ Dual-screen พร้อมระบบติดตามทิศทางการมองของผู้ใช้งานซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนองศาใดก็สามารถเห็นภาพ 3D ได้อย่างเต็มรูปแบบคล้ายคลึงกับเครื่องเกมส์พกพา Nintendo 3DS นั่นเอง

ขณะเดียวกันก็ยังมีข่าวลือบางส่วนจากเว็บไซต์ Mobile Review เข้ามาบ้างแล้วด้วยว่า Nokia พร้อมที่จะเปิดตัวแทบเลตตัวแรกของทางบริษัทกันภายในปี 2012 ที่จะมาถึงนี้ ซึ่งระบบปฏิบัติการภายในแทบเลตตัวใหม่ที่ว่านั้นก็จะเลือกใช้งาน Windows 8 OS เวอร์ชันใหม่ล่าสุดซึ่งคาดว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทันทีที่มันพร้อมเปิดให้ใช้งานนับตั้งแต่ปี 2012 นี้เป็นต้นไปด้วย

งานนี้ต้องมารอติดตามดูกันอีกทีว่าจะมีความมหัศจรรย์ใหม่ๆดังว่าออกมาให้สาวก Nokia ทั้งหลายในบ้านเราได้ชื่นชมกันจริงหรือไม่ในอนาคตต่อไปครับ

HTC ยังคงมีของหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นสมาร์ทโฟน 2 รุ่น — HTC Rider, HTC Holiday และแท็ปเล็ตหน้าจอ 10.1 นิ้ว — HTC Puccini สำหรับ “Rider” เคยหลุดมาแล้วรอบนึง และพอเดากันได้ว่ามันคือ “EVO3D” เวอร์ชั่นเกาหลี ส่วน “Holiday” รุ่นนี้มาใหม่ครับ สกรีนตรา AT&T คาดว่าจะเป็นภาคต่อของ HTC Aria แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ “Aria S” หรือไม่



ส่วนแท็ปเล็ต “Puccini” จากข้อมูลคร่าวๆ รัน Android 3.x, หน้าจอ 10.1 นิ้ว, รองรับ 4G TLE ของ AT&T และคาดว่าจะรองรับการเขียนหน้าจอแบบ HTC Flyer อีกด้วย แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนครับ

สาวก HTC เตรียมพบกองทัพมือถือ – แท็ปเล็ตรุ่นใหม่ในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. ได้ข่าวว่าวางขายตู้มเดียว 6-7 รุ่นเลย กะให้เลือกกันไม่ถูกเลยล่ะ : )

ยังคงเกาะกระแสกันอย่างต่อเนื่องสำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากซัมซุงอย่าง Samsung Galaxy S II ที่มีสาวกแอนดรอยด์หลายท่านรอจับจองเป็นเจ้าของอยู่ในเวลานี้ ซึ่งในวันนี้เราจะหันมาสนใจกันในส่วนของหน้าตาแบบใหม่ของ Galaxy S II กันบ้าง ซึ่งก็อย่างที่หลายท่านพอจะทราบกันมาบ้างแล้วว่า Samsung Galaxy S II นั้นจะมาพร้อมกับอินเตอร์เฟซ TouchWiz 4.0 เวอร์ชันใหม่ล่าสุดของตัวเองที่มีความสวยงามไม่แพ้ HTC Sense เลยทีเดียวละ

โดยความแตกต่างของ TouchWiz 4.0 บน Samsung Galaxy S II นั้นค่อนข้างจะมีมากมายทีเดียวไม่ว่าจะเป็นส่วนของหน้า Home ที่คุณสามารถย้ายวิดเจ็ตต่างๆไปยังหน้าต่างอื่นได้ด้วยการใช้ระบบ gyroscope ที่มีอยู่ภายในตัวเครื่องแทนที่จะต้องมานั่งลากไอเทมไปชิดขอบจอแล้วรอเลื่อนเอาเหมือนอย่างเวอร์ชันก่อนๆเช่นเดียวกับในส่วนเมนูย่อยวิดเจ็ตที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถเลื่อนดูไอเทมต่างๆในแนวนอนแทน

นอกเหนือจากหน้า Home แบบใหม่ที่ว่ามาแล้ว Samsung Galaxy S II ยังนำเสนอระบบ App Tray แบบใหม่ที่คุณจะสามารถจัดหน้าแอพพลิเคชันต่างๆได้ตามใจต้องการไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหน้าต่างใหม่, เพิ่มโฟลเดอร์ หรือแม้กระทั่งจัดเรียงไอคอนแอพพลิเคชันต่างๆได้เองอีกด้วย (อย่างเช่นจัดหน้าต่างรวมแอพเกมส์, กล้องถ่ายรูป, ข่าว, ฯลฯ) ขณะเดียวกัน Samsung Galaxy S II ยังมาพร้อมกับความสามารถในการเปลี่ยนฟอนต์แสดงผลในตัวเครื่องเผื่อว่าคุณเกิดรู้สึกเบื่อขึ้นมาด้วย

เอาเป็นว่ายังมีอะไรเด็ดๆอีกมากมายให้ได้ติดตามกันใน Samsung Galaxy S II เครื่องนี้อย่างแน่นอน ไม่เชื่อลองไปชมคลิปแนะนำหน้าตาอินเตอร์เฟซ TouchWiz 4.0 แบบเต็มๆด้านล่างนี้กันได้เลยครับ!

null
เมื่อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล DSLR ของ Pentax ได้ตัดสินใจนำเอาเจ้าหมี Rilakkuma มาอวดโฉมบนตัวกล้อง เราจึงมีโอกาสได้เห็น กล้อง DSLR ที่น่ารักแบบนี้ครับ ทาง Pentax ผลิตมาในสายผลิตภัณฑ์ K-r DSLR แบบจำกัดจำนวนแค่ 1,000 ชิ้นครับ ราคาขายอยู่ที่ 95,000 เยน พร้อมเลนส์ Pentax 18-55 mm ใครที่สนใจต้องรอกันหน่อยนะครับ เค้าจะเปิดให้จองวันที่ 15 เมษายน และพร้อมส่งในเดือนตุลาคมปีนี้ครับ อยากได้ต้องบินไปซื้อที่ญี่ปุ่นนู่นน่ะครับ

null

สำหรับเกม Angry Birds ต้องบอกก่อนเลยว่า เป็น เกม ที่ยังได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มแรกนั้น เกม Angry Birds เป็นเกมบน iPhone ก่อนจะพัฒนามาอยู่บน แอนดรอยด์, Palm และ โนเกีย รวมไปถึง คอมพิวเตอร์ PC, PSP/PS3 และ Windows Phone 7 ซึ่งไม่ว่าจะทำมากี่ซีซั่น กี่เวอร์ชั่น Angry Birds ก็ยังเรตติ้งดี ไม่มีตก
ล่าสุดนั้น ค่ายผู้พัฒนาเกม Angry Birds อย่าง Rovio นำโดย ซีอีโอคนเก่ง Mikael Hed ได้เปิดเผยว่า Angry Birds จะลงสู่ Social Network ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Facebook ในเดือนหน้าแล้ว โดย Mikael Hed ได้แง้มว่า น้องหมูสีเขียว จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย… แบบนี้ แฟนๆ Angry Birds ต้องห้ามพลาดเด็ดขาดครับ

สำหรับเกม Angry Birds ต้องบอกก่อนเลยว่า เป็น เกม ที่ยังได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มแรกนั้น เกม Angry Birds เป็นเกมบน iPhone ก่อนจะพัฒนามาอยู่บน แอนดรอยด์, Palm และ โนเกีย รวมไปถึง คอมพิวเตอร์ PC, PSP/PS3 และ Windows Phone 7 ซึ่งไม่ว่าจะทำมากี่ซีซั่น กี่เวอร์ชั่น Angry Birds ก็ยังเรตติ้งดี ไม่มีตก
ล่าสุดนั้น ค่ายผู้พัฒนาเกม Angry Birds อย่าง Rovio นำโดย ซีอีโอคนเก่ง Mikael Hed ได้เปิดเผยว่า Angry Birds จะลงสู่ Social Network ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Facebook ในเดือนหน้าแล้ว โดย Mikael Hed ได้แง้มว่า น้องหมูสีเขียว จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย… แบบนี้ แฟนๆ Angry Birds ต้องห้ามพลาดเด็ดขาดครับ